หาสาเหตุของการขาดน้ำก่อนจะเสนอสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
 


      ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เกษตรกรไม่มีน้ำที่จะให้ข้าวโตทันฤดูเก็บเกี่ยวที่จะมาถึงนี้ทำให้หลายคนออกมาเสนอให้มีการสร้างเขื่อนเพิ่ม

ถูกหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้แต่เหตุการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นทุกปี ปีละสองฤดู คือฤดูแล้งและฤดูฝน และถ้าคนที่ติดตามเรื่องการจัดการน้ำที่ผ่านมา ก็จะเรียกว่า "แผ่นเสียงตกร่อง" พูดเรื่องเดิม ไม่มีเหตุผลใหม่ใดๆ เลย ว่าจะหาทางออกดีกว่าที่ผ่านมาอย่างไร จึงอยากจะมาหาสาเหตุก่อนมิได้หรือ น้ำแล้ง น้ำขาด ที่เป็นอยู่อย่างนี้มันคืออะไรกันแน่ แล้งค่อยคิดหาทางออก และทางออกมีกี่ทางลองเสนอมา

ถ้าไม่หาสาเหตุแล้วเสนอเลย เขาเรียกว่า "กำปั้นทุบดิน" ก็กูจะเอา

ปีนี้ต้องยอมรับว่า สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่แล้ง แล้งจริง ด้วยสาเหตุว่านี่คือฤดูแล้ง ต้องย้ำว่านี่คือฤดูแล้ง และมนุษย์เมื่อคิดว่าสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ (เขื่อน) ก็ลืมไปเกือบสนิทว่าเมื่อแล้งน้ำก็จะน้อยลงไป ไม่เหมือนฤดูฝนแน่นอน

และที่ซ้ำเติมเข้ามา ฤดูฝนที่เรียกว่าเข้าเดือนหกแล้วฝนน่าจะตก ฝนตกช้า ทำให้เกิดความทุกข์และกังวลไปอีกว่า ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร ทั้งการเกษตรและน้ำกิน

เราไปผูกและดัชนีชี้วัดไว้ที่เขื่อนหมดแล้ว เมื่อน้ำมีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านี้ไม่พอ จะหาทางในการทำให้พอ หรือจะบริหารการใช้ให้เหมาะกับน้ำที่มี ไม่เลย ไม่คิดที่จะให้ประหยัด แต่เหมือนเป็นการยืนยันว่าพอ ถ้าได้น้ำจากที่นั่นมา (ฝัน) มากเลย

สาเหตุที่พออนุมานได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น1.การใช้น้ำที่มากเกินจริงสถานการณ์น้ำในเขื่อนก่อนเข้าฤดูแล้ง ได้มีการพยากรณ์ว่าในพื้นที่สามารถส่งน้ำเพื่อการชลประทานจะปลูกข้าวได้เท่าไหร่ ซึ่งประมาณ 9.5 ล้านไร่ แต่ปลูกจริงประมาณ 11.5 ล้านไร่เกินกว่าความเป็นจริง 2 ล้านไร่ แต่ไม่ได้หยุดแค่นั้น หลังจากนั้นยังทยอยปลูกเพิ่มอีก ไร้การควบคุม ทำให้ต้องปล่อยน้ำลงมาจากเขื่อน มาตรการที่ออกมาไม่สามารถควบคุมได้ เป็นสาเหตุให้น้ำไม่พอ (ถ้าพิจารณาน้ำจากเขื่อนเพื่อการชลประทาน)

2.ปริมาณน้ำต้นทุนหายไปเมื่อสร้างเขื่อน ปริมาณน้ำในเขื่อนไหลเข้าเขื่อนจริงผิดพลาด จากที่เคยคิดคำนวณไว้สมัยมีการสร้างเขื่อน ซึ่งปัจจุบันเขื่อนบางเขื่อน มีอายุ 50 ปีแล้ว สาเหตุเพราะเราได้มีแผนและก่อสร้างเขื่อนขนาดกลาง ขนาดเล็กบริเวณต้นน้ำที่จะไหลลงเขื่อนใหญ่เหล่านั้น นับสิบเขื่อน นับร้อยเขื่อน ทำให้น้ำที่จะไหลลงเขื่อนใหญ่ลดน้อยลง น้ำในลุ่มน้ำย่อย ไหลลงเขื่อนย่อยแทนและถูกใช้ในระบบเกษตร ทำให้เขื่อนมีปริมาณน้ำที่เคยไหลเข้า หายไปอย่างน้อย 20-30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนใหญ่

และมีแนวโน้มว่าจะไหลลงน้อยไปอีก เช่น ลุ่มน้ำปิงหลังสร้างเขื่อนภูมิพล ก็มีการสร้างเขื่อนแม่งัด ที่น้ำหายไป 326 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแม่กวง 263 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีเขื่อนขนาดเล็กอีกนับร้อยเขื่อนเป็นพันฝายที่อยู่ต้นน้ำ เมื่อเขื่อนและฝายเหล่านี้เอาน้ำเข้าระบบชลประทานและกิจกรรมอื่นๆ น้ำจะไหลลงแม่น้ำหลักเพื่อไหลลงเขื่อนใหญ่เพียงน้อยนิด หรือจะมีน้ำผ่านเขื่อนเหล่านี้มาก็ช่วงฤดูฝนเมื่อความจุน้ำเกินก็จะล้นเท่านั้น

ดังนั้น นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งใช่หรือไม่ที่น้ำในเขื่อนที่สร้างไว้แล้วมีปริมาณน้อย

3.ระบบนิเวศถูกทำลายการดูแลและรักษาระบบนิเวศต้นน้ำหายไป เป็นที่ทราบว่าแท้จริงน้ำที่มาเติมในเขื่อนส่วนใหญ่ก็ต้องรอน้ำฝนที่ตกในฤดูฝน หรือพายุที่พัดเข้ามา ในฤดูฝนเช่นกัน แต่เดิม น้ำที่ไหลลงมาเป็นน้ำ

ที่มาจากต้นน้ำ แต่จากการเปลี่ยนแปลงตั้งการเกษตรและตั้งบ้านเรือนทำให้พื้นที่ต้นน้ำหลายที่ที่น้ำเคยไหล น้ำเหือดหายไปจากลำน้ำ และไม่มีน้ำไหลตลอดทั้งปีเหมือนในอดีต เพราะเราคิดว่ามีเขื่อนแล้ว ไม่ต้องดูแลต้นน้ำ รอพายุ รอน้ำที่จะมาเติมในเขื่อนให้ หรือจะมีก็เป็นกลุ่มที่ทำเรื่องป่าชุมชน และระบบเหมืองฝายเดิม ที่คิดถึงระบบนิเวศคู่กันไป

เมื่อขาดน้ำก็ร้องให้ราชการมาหาให้ ขาดการพึ่งพาตนเอง ถึงแม้จะทำฝายแม้วในเขตต้นน้ำ แต่ระบบนิเวศเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ก็ไม่สามารถให้น้ำได้จริง เป็นเพียงโครงการเท่านั้น ในระยะยาวจะต้องฟื้นป่าต้นน้ำและดูแลพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำ ควบคู่กับการรักษาป่า

ริมน้ำไม่ว่าจะอยู่ในชุมชนหรือในเขตพื้นที่เกษตร กันพื้นที่ไว้ ไม่ให้ออกเอกสารสิทธิชิดลำน้ำ ก็จะฟื้นได้อีก ทางหนึ่ง

4.ภาวะอากาศโลก เป็นที่ทราบว่าเหตุการณ์ภาวะโลกร้อน ไม่ใช่คำที่ฮิต แต่เกิดขึ้นจริงแล้ว อากาศร้อนหนักขึ้น ปริมาณความร้อนทำให้อัตราการระเหยของน้ำมากขึ้น ปริมาณการใช้ต้องเพิ่มขึ้น อัตราการสูญเสียมากกว่าในอดีต ดังนั้น ทำให้เกิดความต้องการมากขึ้น จึงทำให้น้ำหายไปในระบบมากกว่าปกติ และฤดูกาลก็เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ฝนก็ตกไม่ตรงฤดูเหมือนในอดีต นี่เป็นปัจจัยที่ต้องเอามาคิดเช่นกัน

5.เปรียบเทียบเขื่อนอื่นเราจะเห็นว่า เขื่อนอื่นๆ ที่สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนใหม่ เขื่อนเก่า น้ำที่มีอยู่น้อยทั้งสิ้น จะเป็นหลักประกันอะไรกับเขื่อนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกว่าจะมีน้ำเหมือนกับที่คาดหวัง ซึ่งที่ผ่านมาเวลาจะสร้างใหม่ก็คาดหวังแบบที่กำลังจะทำทั้งสิ้น แต่เมื่อไม่ได้ก็หาอยู่เรื่อยไป

ถูกต้องหรือไม่ ต้องตอบโจทย์เหล่านี้ก่อน

ทางแก้ไขการจัดการน้ำที่เป็นอยู่ ต้องมาให้ถูกทางอย่าหลอกตัวเอง อย่าเป็นทำตนเป็นพวกตาบอดคลำช้าง สิ่งที่ควรแก้ไม่ได้ทำ แต่ได้เสนอแนวทางใหม่เรื่อยไป ถ้าจะทำขอเสนอให้นำหลักการจัดการน้ำแบบผสมผสาน (IWRM) ในการจัดการน้ำ ต้องประสานระหว่างทรัพยากรน้ำและทรัพยากรอื่นๆ ไปด้วย และมองการจัดการเป็นระบบ ดูทั้งลุ่มน้ำ พื้นที่ต้นน้ำต้องฟื้นฟูคู่กันไป ทำวันนี้ไม่ช้าหรอก เพราะต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ที่ผ่านมาเราแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้แก้เป็นระบบ

การใช้น้ำที่เกินปริมาณ (Caring Capacity) ที่มีอยู่เมื่อเป็นปัญหาหลัก ก็ต้องมีการออกข้อบังคับให้ลดการทำนาอย่างจริงจัง การทำนาที่เคยทำ 3 ครั้ง อาจจะลดลงเหลือ 2 ครั้ง (ต้องบังคับให้เป็นจริง) ธรรมชาติต้องพักบ้าง ก็ต้องพักบ้าง การทำนาหลายครั้งไม่ใช่จะได้เงิน

เสมอไป บางครั้งสร้างภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น เมื่อระบบไม่เหมาะสม ไม่ใช่มาคิดว่าเมื่อมีน้ำแล้วรวย ช่วยตอบหน่อยว่าชาวนาที่ไหนบ้างที่ไม่มีหนี้

การสร้างเขื่อนใหม่ ดูให้รอบคอบถึงผลกระทบ การสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย รวมไปถึงการล่มสลายของชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จกำลังจะสร้างปัญหาใหม่กันอีก และมีหลายคนมองว่าการสร้างเขื่อนเป็นการลงทุนของภาครัฐ ปัญหาการจัดการน้ำ อย่าคิดเอาเงินเป็นตัวตั้ง ต้องคิดถึงว่า ทรัพยากรนั้นมีให้ได้จริงหรือไม่ ที่ผ่านมาเราไม่พูดของจริง พูดแบบนกแก้วนก

ขุนทอง และพูดกันตามๆ กันมาทั้งสิ้น เมื่อไม่มีน้ำทางออกก็คือสร้างเขื่อน ถ้าจริงทำไมปัญหาจึงยังคงอยู่ ก่อนที่คิดจะสร้างเขื่อนอื่นๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม คงไม่เฉพาะแก่งเสือเต้น ตอบคำถามเหล่านี้ก่อนว่าสาเหตุที่แท้จริง เป็นเพราะไม่ได้สร้างเขื่อน หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นเมื่อทราบแล้วค่อยมาหาทางออกกันตอนหลัง ไม่ใช่มี คำถามแล้วว่าจะทำอะไร แล้วค่อยเอาเหตุผลมาประกอบแบบที่ผ่านมา

 

หาญณรงค์ เยาวเลิศ
ประธานมูลนิธิเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ
จากหนังสือพิมพ์มติชน  หน้า  16  วันที่  25  มิถุนายน  2553

 

 

กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-562-5100
Land Development Department, Bangkok, Thailand.

Copyright @ Land Development Department 2010